มูลค่าที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน

โฆษณา

ท่ามกลางความนิยมของคนไทยบางกลุ่มที่ชอบแต่งรถกระบะแบบผิดกฎหมายคอยพ่นควันดำปี๋สร้างความเดือดร้อนไปทั่วนั้นก็มีธุรกิจการรับซื้อ ท่อแคตเกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอันใดหากท่อแคตเหล่านี้เสื่อมสภาพจนไม่อาจนำมาใช้งานได้หรือถูกถอดมาจากรถที่แจ้งยกเลิกการใช้งานและไม่นำมาวิ่งบนท้องถนนอีกต่อไป

Q:ท่อแคต คืออะไร
A:ท่อแคตหรือคาตาไลติก คอนเวอร์เตอร์(Catalytic Converter)มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่าเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาเป็นชิ้นส่วนหนึ่งในระบบท่อไอเสียสำหรับกำจัดและลดปริมาณมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ก่อนจะถูกปล่อยออกสู่อากาศภายนอกที่เราใช้สูดหายใจกันอยู่ทั่วไป ด้านในของท่อแคตจะประกอบไปด้วยกลุ่มโลหะมีค่า(Precious Metal)ที่มีมูลค่าสูงและหาได้ยาก เช่น ทองคำขาว (Platinum) ซึ่งเป็นหนึ่งในสารเชิงเร่งปฏิกิริยา(Catalyst)ที่ดีที่สุดและถูกนำมาใช้เป็นวงกว้างในการกำจัดมลพิษที่หลงเหลือจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ รวมไปถึงแพลเลเดียม(Palladium)และโรเดียม(Rhodium)ก็ถือเป็นโลหะมีค่าที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเช่นกัน

ใครจะเชื่อว่าโลหะที่ใช้กำจัดมลพิษเหล่านี้กลับมีค่าดั่งทอง แถมบางตัวมีค่ามากกว่าทองด้วยซ้ำไป หากอ้างอิงตามเว็บไวต์ Goldandsilver.org จะพบว่าราคาทองคำปัจจุบัน (20 พ.ค.) ป้วนเปี้ยนอยู่ประมาณ 1,874 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ออนซ์ หรือคิดเป็นตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ราว 59,000 บาทส่วนทองคำขาว (Platinum) ที่ถูกใช้เป็นโลหะกำจัดควันพิษก็มีมูลค่าสูงถึง 1,216 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ออนซ์ หรือประมาณ 38,000 บาททีเดียว ขณะที่แพลเลเดียม (Palladium) ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีราคาสูงเสียดฟ้ายิ่งกว่าทองอยู่ที่ 2,917 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยตกประมาณ 91,500 บาทด้วยมูลค่าวัตถุดิบมหาศาลเหล่านี้ การกำจัด Catalytic Converter ที่หมดอายุแล้ว จึงต้องมีการสกัดนำเอาโลหะมีค่าเหล่านี้ออกมาเสียก่อนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ก็ลองคิดดูแล้วกันครับว่าการนำของที่มีมูลค่าขนาดนี้ ไปแลกกับท่อไอเสียราคาไม่กี่พันบาทมันคุ้มกันไหม? นั่นยังไม่นับรวมคนบางกลุ่มที่จู่ๆ ดันเกิดขัดสนเงินทอง ก็รีบพุ่งตัวไปหาพ่อค้าเหล่านี้เพื่อแลกท่อแคตมาเป็นเงินสดแทน ทั้งๆ ที่จะเพิ่งถอยรถป้ายแดงออกมาสดๆ ร้อนๆ ก็ตาม

โฆษณา

Q:อยากแรงต้องถอดแคต
A:ปัจจุบันมีนักซิ่งกระบะจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้บริการถอดแคตแลกท่อซิ่งที่หาได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนหน้าจอมือถือด้วยความเชื่อที่ว่าการถอดแคตออกจะทำให้รถวิ่งดีขึ้นแรงขึ้นแถมยังได้ท่อแต่งเสียงดังกระหึ่มมาทั้งเส้นฟรีๆโดยไม่ต้องเงินสักบาทจริงอยู่ที่การถอดแคตออกนั้น หากว่ากันตามทฤษฎีจะทำให้รถแรงขึ้นได้ไม่มากก็น้อย เนื่องจากเครื่องยนต์สามารถระบายไอเสียได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ตามมาชัดเจน คือ รถเหม็นควันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมลพิษถูกออกจากปลายท่อไอเสียแบบเต็มๆ ทั้งสารประกอบไฮโดรคาร์บอน, คาร์บอนมอนอกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อระบบหายใจของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตร่วมโลก แถมยังซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM 2.5 แบบไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น
และหากว่ากันตามจริง รถกระบะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันก็มีพละกำลังในระดับที่ “เกินพอ” สำหรับการใช้งานเพื่อทำมาหากินปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ด้วยแรงบิดจากโรงงานต่ำๆ ก็เกือบ400 นิวตัน-เมตรแทบจะทุกยี่ห้อดังนั้นการปรับจูนเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นด้วยวิธีที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ แลกกับความเท่ในสายตาของคนบางกลุ่มที่มีความคิดใกล้เคียงกันจึงไม่ควรเกิดขึ้นเลยเพราะมันยังถูกต่อยอดไปถึงพฤติกรรมการขับรถแบบไร้วินัยไม่คำนึงถึงกฎจราจรและการกระทำผิดกฎหมายมากมายอีกนับไม่ถ้วน

Q:สรุปแล้วถอดแคตผิดกฎหมายหรือไม่
A:ในด้านกฎหมายนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ระบุถึงความผิดในด้านการถอดอุปกรณ์คาตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ออกโดยตรง แต่ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ก็กำหนดไว้ว่าจะรถทุกคันที่ปล่อยไอเสียได้นั้นจะต้องมีระบบไอเสียติดตั้งไว้เสมอจึงอาจเข้าข่ายความผิดข้อหาอุปกรณ์ส่วนควบไม่สมบูรณ์หรือติดตั้งผิดกฎหมายเนื่องจากคาตาไลติกคอนเวอร์เตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตรถยนต์ถูกบังคับให้ติดตั้งเข้ากับรถทุกคันจากโรงงานอยู่แล้ว นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้ท่อซิ่งอาจก่อให้เกิดเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและมีมลพิษพุ่งเกินค่ามาตรฐาน จนไม่อาจการผ่านการตรวจสภาพเพื่อต่อภาษีประจำปีได้ แต่ในเมื่อคนบางกลุ่มยังคิดถึงความเท่มากกว่าความถูกต้อง ประกอบกับผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถกวดขันวินัยได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น คนส่วนใหญ่คงต้องก้มหน้ารับผลทางอ้อมจากการกระทำของคนเหล่านี้ต่อไปอีกนานแสนนาน

โฆษณา