สาวขอนแก่นมีสามีอยู่แล้ว เดินทางไปทำงานที่ กทม.

โฆษณา

สาวขอนแก่นมีสามีอยู่แล้ว ไปทำงานร้านนวดสปาที่กทม. มีอะไรกับ “ผู้ชาย” แขกขาประจำ แล้วเกิดตั้งท้องจนคลอด ซึ่งสามีที่บ้านเข้าใจว่าตัวเองเป็นพ่อเด็ก ก่อนที่เรื่องมาแตก หลัง “ผู้ชาย” มาเอาตัวเด็กจากเนอสเซอรี่ ทั้งยังร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองแต่เพียงผู้เดียว หมายศาลส่งมาที่บ้าน แม่ต้องไปแจ้งความข้อหาลักพาตัว

เวลา 15.00 น. วันที่ 4 มีนาคม ที่ สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นางสาวเอ๋ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นายดล สามี อายุ 40 ปี ได้เข้าพบ พ.ต.อ.พิชัยภูษิส จารุพงศ์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ เพื่อสอบถามความคืบหน้ากรณีที่ได้เข้าแจ้งความว่า น้องจ๋า อายุ 3 ปี 5 เดือน ลูกสาวถูกลักพาตัวหายไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

นางสาวเอ๋ กล่าวว่า ตนอยู่กินกับนายดล สามีได้ปีกว่า ก็เดินทางไปทำงานที่ร้านสปา อาบอบนวดที่กรุงเทพฯ โดยทำหน้าที่เอนเตอร์เทนลูกค้า ส่วนสามีทำงานรับเหมาก่อสร้าง เดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ขณะทำงานได้รู้จักกับนายอาร์ต อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าประจำ จนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่ละครั้งจะกินยาคุมฉุกเฉิน ต่อมาเกิดตั้งครรภ์ ซึ่งได้บอกสามีให้ทราบ แต่ตัวเองยังไม่พร้อม จึงอยากทำแท้ง เพราะหาทางออกไม่ได้ จึงได้ปรึกษากับนายอาร์ต ซึ่งนายอาร์ตบอกว่า ไม่ต้องทำแท้ง จะดูแลและช่วยเหลือเอง จากนั้นมีการช่วยเหลือจนคลอดลูก

ต่อมามีการระบาดของโควิค-19 รอบแรก งานก็ทำไม่ได้ จึงพาลูกกลับบ้านที่ขอนแก่น นายอาร์ตก็เปิดร้านสปาและร้านนวดให้ พร้อมทั้งซื้อรถเก๋งให้ 1 คัน แต่เปิดได้ไม่นานก็ต้องปิดตัวลงเพราะโควิดระบาด ทางราชการห้ามเปิดร้าน ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่ขอนแก่น นายอาร์ตยังไปมาหาสู่โดยที่สามีไม่ทราบเรื่อง เมื่อร้านสปาปิดตัวลง ตนมีความคิดอยากกลับเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ จึงนำลูกสาวไปฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี่ ที่ อ.บ้านไผ่ เป็นการฝากเลี้ยงกับ “ครู” คนหนึ่ง และให้ครูพาลูกเข้าเรียน เพราะครูเป็นเจ้าของเนอสเซอรี่ โดยจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เดือนละ 23,000 บาท ซึ่งในช่วงแรกก็จ่ายเงินให้ครูทุกเดือน แต่พอโควิด-19 ระบาดหนัก งานทำไม่ได้ จึงโอนจ่าย แต่ไม่ได้จ่ายเป็นก้อน ก่อนตัดสินใจขายรถเก๋งเอาเงินมาจ่ายให้ครู จากนั้นครูได้เลี้ยงลูกให้จนถึงวันที่ลูกหายตัวไป

“ยอมรับว่าเคยพานายอาร์ตไปดูเนอสเซอรี่ที่เลี้ยงดูลูกสาว 1 ครั้ง เพราะคิดว่าผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก อยากพบจึงพาไปดู จากนั้นตัวเองก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการย้ำกับครูตลอดว่า ห้ามให้ลูกสาวห่างสายตา หรือไปกับใครเด็ดขาด ใครมาขอพาลูกสาวไปนอกโรงเรียนก็ห้ามให้ไป ส่วนนายอาร์ตก็หายไป กระทั่งมาลักพาตัวลูกสาว”

โฆษณา

นางสาวเอ๋ กล่าวต่อว่า วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 ได้รับโทรศัพท์จากมารดาว่า มีหมายเรียกจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่นมาถึงที่บ้าน จึงรีบเดินทางกลับมาดูหมายเรียกดังกล่าว จึงได้รู้ว่านายอาร์ตไปยื่นฟ้องที่ศาลเพื่อเป็นผู้ปกครองบุตรเพียงคนเดียว โดยต้องเดินทางไปที่ศาลในวันที่ 8 เมษายน 2564 นี้ จึงรีบไปหาลูกสาวที่บ้านครูเนอสเซอรี่ ซึ่งเมื่อไปถึงครูบอกว่า ลูกสาวหายตัวไปขณะที่ครูนั่งถางหญ้าในบ้าน เมื่อรู้ว่าลูกสาวหายจึงรีบไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บ้านไผ่ ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมคนที่เอาตัวลูกสาวไป เพราะเกรงว่าลูกจะไม่ปลอดภัย

ทางด้าน นายดล สามี กล่าวว่า ไม่เคยรู้เรื่องภรรยาคบหากับลูกค้าเลย รู้เรื่องทุกอย่างเมื่อมีหมายเรียกมาที่บ้าน แล้วแม่ยายแจ้งให้ทราบ ภรรยาจึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง ซึ่งก็ไม่ได้เสียใจหรือตกใจ เพราะเรื่องมันผ่านมาแล้ว แต่ตอนนี้ห่วงลูกที่สุด และเชื่อว่า นายอาร์ตเป็นคนเอาไป เนื่องจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ขณะเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านไผ่นั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาบอกว่า ครูกับนายอาร์ตอุ้มน้องจ๋า พร้อมเอกสารการตรวจดีเอ็นเอ และสำนวนฟ้องมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันด้วยกัน โดยระบุว่า นายอาร์ตคือบิดา และเป็นผู้ปกครองดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะครูไม่ได้แจ้งให้พ่อแม่ทราบ

โฆษณา

“เมื่อทราบเช่นนั้นจึงติดต่อกับครู แต่ครูปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง และครูจะติดต่อกับนายอาร์ตให้นำน้องจ๋ามาคืน แต่เมื่อติดต่อนายอาร์ตได้ นายอาร์ตบอกว่า ไม่คืน และขอให้ทนายจัดการกับเรื่องทุกอย่าง ขอให้ไปคุยกันที่ศาลเท่านั้น จึงเชื่อมั่นว่าน้องอยู่กับนายอาร์ต และนายอาร์ตต้องพาตัวไป ซึ่งไม่ทราบว่าจุดหมายปลายทางที่ใด ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามตัวให้ด้วย เพราะเป็นห่วงลูกสาวมาก เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”
ด้าน พ.ต.อ.พิชัยภูษิส จารุพงศ์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว และอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอหมายจับจากศาลจังหวัดพล จับกุมตัวนายอาร์ตมาดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาโดยปราศจากเหตุอันควร พรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดา มารดา และผู้ดูแล ซึ่งหากจับกุมตัวได้ก็จะนำตัวมาสอบสวน เนื่องจากว่าการที่นายอาร์ตมีการยื่นฟ้องบิดา มารดาของน้อง อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียวนั้น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของศาลออกหมายเรียก และยังไม่ทราบว่าใบตรวจดีเอ็นเอที่ได้มานั้นของจริงหรือไม่ นายอาร์ตไม่ควรจะชิงลงมือหรือกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย หรือการลักพาตัวเด็กไปจากพ่อ แม่ ผู้ดูแล เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย.