สาวไทยในสหรัฐฯ ตัดสินใจปฏิเสธการรักษา สู้มະเร็งรະยະสุดท้าย



วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวความรักระหว่างแม่และลูก เป็นเรื่องราวของสาวไทยในสหรัฐฯ จากไม่คิดมีลูกเพราะชอบท่องเที่ยว จู่ ๆ ลูกมาเกิด โชคร้ายท้อง 4 เดือน ป่วຍเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 4 แม่ใจเด็ดไม่รักษา สู้กับมะเร็งด้วยวิธีคิดบวก ยื้อชีวิตลูกจนคลอด และมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง

“1 ก.ย. ปีที่แล้วพอรู้ว่าท้อง รู้สึกตกใจ งง ๆ ด้วย เพราะคุยกับสามีไว้ว่ายังไม่อยากมีลูก เพราะเป็นคนชอบเที่ยว แต่ช่วงปรับเปลี่ยนยาคุม ลูกคงอยากมาเกิดกับเรา”

คุณกิ๊ฟท์ หรือ ฐิตารีย์ เถรกุล วัย 35 ปี อาศัยอยู่ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา เปิดใจข้ามทวีปกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเเชร์เรื่องราวตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจให้ผู้หญิงหรือคนที่ท้อแท้ได้มีพลังบวก ก้าวข้ามปัญหาสุขภาพชีวิตได้อย่างมีสติ

: ท้อง 4 เดือน เกิดเหตุการณ์ช็อก แม่ใจเด็ดปฏิเสธการรักษา:

แม้จะยังงง ๆ ที่ท้อง แต่หลังรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณกิ๊ฟท์บำรุงและดูแลลูกเป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกแข็งแรงและปลอดภัຍ แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ขณะตั้งท้อง 3 เดือน เธอเริ่มพบความผิดปกติ เกิดก้อนแข็ง ๆ ที่หน้าอกข้างขวา ลักษณะของก้อนเนื้อไม่เรียบ ขรุขระคล้ายผิวมะกรูด แข็งมากและไม่เคลื่อนที่ ดึงรั้งผิวຫนังเต้านมไม่เคลื่อนตัวตามการยกแขน แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวด

กระทั่งท้อง 4 เดือน ก้อนเนื้อเริ่มมองเห็นชัดเจน ผิวຫนังด้านนอกตรงก้อนเริ่มคัน เป็นรอยแดง ก้อนเริ่มโตขึ้น ผิวຫนังเริ่มเปลี่ยนสี เหมือนรอยไหม้ทีละนิด ๆ พอท้องเข้าเดือนที่ 5 เธอเริ่มมั่นใจว่าเป็นมะเร็งเต้านม เพราะผิวຫนังตรงก้อนเนื้อเริ่มโต หัวนมและลานนมเริ่มเปลี่ยนสีจากแดงเป็นสีน้ำตาล ดำคล้ำ ซึ่งเป็นอาการโรคมะเร็งเต้านมที่ตรงกับการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

เมื่อเกิดเรื่องร้ายในชีวิตโดยไม่คาดฝัน มะเร็งเล็งมาที่เธอ จิตวิญญาณของความเป็นแม่ คุณกิ๊ฟท์ไม่คิดถึงความปลอดภัຍของตัวเอง ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไม่รักษามะเร็ง เพราะหากไปพบหมอ อาจต้องยุติการตั้งครรภ์ หรือคลอดก่อนกำหนด ลูกอาจพิпาร ร่างกายไม่ครบ 32 คุณกิ๊ฟท์จึงขอสู้กับมะเร็ง เพื่อรักษาชีวิตลูก

“ถ้าเข้ารับการรักษา กลายเป็นว่า แม่ลูกต้องป่วຍพร้อมกัน ความเป็นแม่ รับไม่ได้ถ้ารับคีโมแล้วลูกคลอดก่อนกำหนด นิ้วหาย เพดานโหว่ หรือยุติการตั้งครรภ์ กิ๊ฟท์อายุ 30 กว่า เห็นโลกมาเยอะแล้ว เราจะไม่ตัดโอกาสลูกที่จะได้ออกมาเห็นโลก ถ้ารักษาตอนท้องก็ทุกข์ทั้งแม่และลูก” นี่คือเหตุผลของคุณกิ๊ฟท์ กับการตัดสินใจที่แน่วแน่ ปฏิเสธการรักษา

: วันสุขและวันเศร้า วินาทีหมอยืนยันข่าวร้าย :

ระหว่างตั้งครรภ์อีก 5 เดือนเพื่อคลอด เกิดสิ่งอัศจsรย์ คุณกิ๊ฟท์ไม่มีอาการปวดใด ๆ เกี่ยวกับร่างกาย เธอเลือกโฟกัสที่ลูก ในแต่ละวันกินทุกอย่างเพื่อบำรุงลูก อยากเห็นลูกออกมาร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ส่วนการรักษามะเร็งหลังคลอดจะบอกหมอเอง ลึก ๆ ในใจก็หวังปๅฏิหๅริย์ให้ผลออกมาดี ไม่ป่วຍเป็นมะเร็งเต้านมในระยะรุนแรง

กระทั่ง 2 สัปดาห์ก่อนคลอด คุณกิ๊ฟท์มั่นใจว่าไม่มีอะไรทำร้ายลูกในท้องได้ เพราะอัลตร้าซาวนด์ทุกเดือนตามหมอนัด ลูกสุขภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ดี เธอจึงตัดสินใจแจ้งหมอเรื่องอาการป่วຍที่หน้าอก และขอหมอตรวจอัลตร้าซาวนด์อย่างจริงจัง แต่ผลออกมาไม่ชัดเจน

ระหว่างรอวันตรวจซ้ำ ในวันที่ 24 เมษายน 63 เป็นวันที่ครอบครัวมีความสุขที่สุด เพราะคุณกิ๊ฟท์ได้คลอดลูกสาวที่สมบูรณ์ เป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิต หลังคลอด 3 สัปดาห์ คุณกิ๊ฟท์ถูกเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ อีก 3 วันต่อมา ผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งเต้านม จากนั้นหมอส่งตัวสแกนทุกอย่าง ทั้งซีทีสแกน เอ็มไอทีสแกน เพื่อดูว่ามะเร็งเต้านมอยู่ระยะไหน ต้องรักษาด้วยวิธีใด

และแล้วในเดือน มิ.ย. ผลตรวจยืนยันคุณกิ๊ฟท์เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายไปที่ตับและซี่โครง ก้อนเนื้อใหญ่เกือบ 6 เซนฯ เธอและสามีจับมือกันแน่น และกอดลูกไว้ เธอจำความรู้สึกในตอนนั้นได้ดีว่า

“ช็อก ตกใจ ไม่คิดว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปกติเป็นคนโลกสวย คิดบวกอยู่แล้ว ก็ปรับความคิดใหม่ว่าทุกวันต้องมีความสุข ความสุขคือลูกที่อยู่ตรงหน้าเราจะเอาคำว่ามะเร็งมาเป็นความทุกข์ มาบั่นทอนความสุขในชีวิตเราทำไมล่ะ”

: ฉีกกฎคนป่วຍมะเร็งระยะ 4 ที่มีความสุขที่สุดในโลก :

หลายคนป่วຍมะเร็งระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายบางคนคงสิ้นหวัง ท้อแท้ จมอยู่กับความทุกข์ แต่คุณกิ๊ฟท์กลับตรงกันข้าม เธอเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยวิธีคิดบวก และไม่เคยเสียใจที่เป็นมะเร็ง เพราะถ้าเป็นมะเร็งตอนลูกเรียนรู้ความรู้สึก และเข้าใจโลกมากขึ้น ลูกอาจจะเสียใจ ร้องไห้ เธอก็จะไม่มีความสุขแน่นอนที่เห็นลูกเศร้า

เธอยังคิดบวกอีกว่า มะเร็งมาก็ยิ้มได้ สุขได้ หัวเราะได้ เมื่อเป็นแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่รักษาได้ ใช้ชีวิตให้อยู่กับมะเร็งอย่างมีความสุข และก้อนเนื้อร้ายคือส่วนหนึ่งของร่างกายที่ไม่สวยเหมือนรอยยิ้มของลูก เธอจึงเลือก ตัดทุกสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ และเก็บรักษาไว้แต่สิ่งที่เป็นกำลังใจให้สู้กับมะเร็ง

“เกิด แก่ เจ็บ เสีຍชีวิต คือวงจรชีวิต ทุกคนต้องเจอสักวัน แต่ขออยู่ให้นานเพื่อมีความสุขกับลูก ชีวิตไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อย่าตัดความสุขตัวเอง เราต้องมีความสุข กำลังใจสร้างได้ด้วยตัวเอง อย่าท้อถอยว่าทำไมเกิดกับฉัน”

: ลูกกตัญญู บวชเสียเส้นผมให้แม่ ดีกว่าผมร่วงเพราะคีโม :

สำหรับการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ในทางการแพทย์จะไม่ผ่าตัด ต้องรักษาด้วยคีโม 1 เซต 6 ครั้ง ดูก้อนเนื้อว่าเล็กลงไหม หากเล็กลงจะไปรักษาด้วยยาทุก 3 อาทิตย์

เพราะรู้ว่าหากรับคีโมจะเกิดผลข้างเคียงผมร่วง ในวัน 14 มิถุนายน 63 คุณกิ๊ฟท์ตัดสินใจบวชชีให้แม่ เพราะตั้งใจเสียผมให้แม่ ผู้มีพระคุณและให้กำเนิดเส้นผม ดีกว่าเสียผมให้กับโรคมะเร็ง แต่บวชชีได้แค่ 1 วันเพราะต้องกลับมาเลี้ยงลูก

จากนั้นวันที่ 24 มิถุนายน 63 ลูกครบ 2 เดือน เธอจึงเข้ารับการรักษาด้วยคีโมเข็มแรก เกือบเอาชีวิตไม่รอดแต่เธอก็สู้เพื่อลูก เหตุการณ์ระทึกในวันนั้น คุณกิ๊ฟท์ไม่เคยลืม

หลังรับยาคีโมได้ 5 นาที เธอหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนจะช็อก สายตาพร่ามัว ตัวแดง ตัวร้อนไปทั้งตัวเหมือนจะรະเบิด ความดันขึ้น หัวใจวิ่งเร็วมาก หมอรีบสั่งหยุดยาทันที แล้วเริ่มให้ยาคีโมใหม่โดยให้ค่อย ๆ ไหลซึมเข้าสู่ร่างกาย จากเดิมใช้เวลารับคีโม 4-5 ชั่วโมง แต่คุณกิ๊ฟท์ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 8 ชั่วโมง ประสบการณ์ครั้งนั้นคุณกิ๊ฟท์ย้อนเล่านาทีเฉียดไม่รอดว่า

“ร่างกายไม่เคยเจอคีโม เกือบช็อก ตกใจและร้องไห้ ขอพยาบาลโทรตามสามีและลูกให้รีบมาหา ตอนนั้นคิดว่าจะเสีຍชีวิตแล้ว แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เหมือนเสีຍชีวิตแล้วได้เกิดใหม่”

: รับคีโมรักษาครั้งละ 2 ล้านกว่าบาท 3 เดือนกว่าก้อนเนื้อร้ายเหลือ 3 เซนฯ :

ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (COVID-19) การให้คีโมห้ามญาติเข้าไปให้กำลังใจ จากเดิมเข้าได้ 1 คน ให้สารเคมีทางพอร์ดที่หน้าอก และให้เกล็ดโลหิตที่แขน ค่าใช้จ่ายในการรักษาครั้งละ 2 ล้านกว่าบาท ใช้สิทธิ์ประกันของสามีซึ่งเป็นตำรวจ

การรักษาของคุณกิ๊ฟท์ ผ่านมาถึงคีโมครั้งที่ 5 พร้อมการเจริญเติบโต รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและพัฒนาการตามวัยของลูกที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทำให้ทุกรอบที่รับคีโม เธอไม่เคยท้อ หลังให้คีโมกลับมาเห็นหน้าลูกเหมือนได้ชาร์จแบต ลูกคือยาใจช่วยต่อชีวิตลมหายใจ ทำให้ก้อนเนื้อร้ายลดขนาดลงเหลือ 3 เซนฯ

การรักษามะเร็งเต้านมดีขึ้นภายใน 5 เดือน นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว คุณกิ๊ฟท์บอกว่าอีกสิ่งสำคัญคือการคิดบวกเพื่ออยู่กับมะเร็งให้มีความสุข ทุกครั้งก่อนไปทำคีโม เธอบอกกับลูก

สามีและแม่ว่า เธอเป็น IRONGIFT เพราะมีอะไหล่ที่หน้าอกและแปะที่แขนไว้ให้คีโม เธอมองโลกในแง่ดี เพื่อไม่ให้ตัวเองและคนรอบข้างที่รักเครียด โดยบอกทุกคน “เอาโตโยต้าไปเติมน้ำมัน เดี๋ยวกลับมาเป็นเฟอร์รารี่นะ”

ส่วนผมที่ไม่มี ต้องอยู่กับทรงสกินเฮด คุณกิ๊ฟท์ก็บอกชิล ๆ ให้มีความสุขกับการสู้มะเร็ง ด้วยการใส่วิกผมที่มีหลากหลายสีให้เลือกใช้กว่า 10 ชิ้น ทุกครั้งไปทำคีโม มีแต่คนชมว่าสวย

“คิดลบใจป่วຍ กายก็จะแย่ตาม ให้คิดบวก อย่าคิดตัดพ้อตัวเอง ให้มองคนที่ด้อยกว่า อย่ามองหาจุดแย่ ให้คิดว่ายังโชคดี เป็นมะเร็งแต่ไม่ได้ป่วຍติดเตียง ไม่ได้เป็นภาระคนอื่น ทุกวันกิ๊ฟท์ขอบคุณตัวเองที่ตื่นมาและมีชีวิตปกติ ทำอะไรปกติได้เหมือนคนทั่วไป”

: อย่าชะล่าใจซีสต์ ผ่านไป 20 ปี กลายร่างเป็นมะเร็ง :

สาเหตุที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 นั้น คุณกิ๊ฟท์เล่าเหตุการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ผู้หญิงให้หมั่นเช็กสุขภาพตัวเอง และอย่าไว้ใจสิ่งแปลกปลอมบนร่างกาย อย่าชะล่าใจคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร

ย้อนเวลากลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว คุณกิ๊ฟท์เป็นเด็กสาวแรกรุ่นวัย 14-15 เพิ่งเริ่มมีหน้าอก วันหนึ่งตรวจเจอก้อนแข็ง ๆ เลื่อนได้ที่หน้าอก

แต่ด้วยยังเด็กจึงไม่ได้สนใจอะไร พอเริ่มโตอายุ 18-19 ปี เริ่มมีความรู้ และเริ่มทำงาน มีประกันสังคมจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ผลตรวจระบุเป็นซีสต์ ไม่มีอะไร คุณกิ๊ฟท์ก็ใช้ชีวิตอยู่กับก้อนเนื้อนั้นโดยไม่มีผลใดต่อร่างกายจนในวันที่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเปลี่ยน กระตุ้นให้ซีสต์กลายเป็นมะเร็ง

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอบคุณลูกที่ช่วยต่อลมหายใจให้กิ๊ฟท์ มีพลังต่อสู้กับมะเร็ง ใครป่วຍอยู่ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรให้คิดบวก แล้วกำลังใจจะมา ความสุขสร้างได้ด้วยตัวเรา

หวังว่าเรื่องของกิ๊ฟท์จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่าน อย่าไว้ใจ สิ่งแปลกปลอมบนร่างกาย เงินไม่สามารถซื้อเวลากลับมาได้ อยู่กับทุกวันให้มีความสุข มะเร็งระยะ 4 ไม่ใช่ระยะสุดท้ายของความสุข” คุณกิ๊ฟท์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความห่วงใย

ที่มา: thairath