ตร. พูดชัดเจนแล้ว คดีน้องชมพู่



ผล DNA น้องชมพู่ ล่าสุด ซึ่งในตอนแรกนั้นทุกคนต่างหวังDNAในหลักฐานดังกล่าว แต่สุดท้ายกลับไม่พบ ทางด้าน พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล มองว่า อาจจะไม่เจอ DNA ของคนทำ จึงมาขอกล้องหน้ารถของในเสริม เพราะว่ากล้องหน้ารถ หรือกล้องวงจรปิด เป็นพยานวัตถุที่สำคัญส่วนหนึ่ง จะเห็นภาพคน คิดว่าตำรวจคงไม่มีดีเอ็นเอของคนทำ จึงไปเอาหลักฐานกล้องหน้ารถบ้านน้าเสริม เนื่องจากบ้านติดกัน น้าเสริมเป็นคนสำคัญของคดีนี้ที่ให้ข้อมูลสำคัญได้ ควรจะไปตรวจกล้องหน้ารถตั้งแต่วันเกิดเหตุแล้ว

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะพักค ดี ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า แต่ละคดีมีความยากง่ายต่างกัน บางคดีคนร้ายไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย อย่างเช่นในต่างประเทศคดีของ FBI ก็เคยมี โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกคดีแบบนี้ว่า Cool Case แต่ไม่ได้หยุดสืบสวน

เพราะอนาคตอาจจะมีเทคโนโลยีมาพิสูจน์ได้ว่าคนทำเป็นใคร ถ้าดีเอ็นเอหรือหลักฐานยังไม่ชัด ก็ยังไม่ออกหมายจับ อาจจะผ่านไป 3-5 ปี ทั้งนี้ในบ้านเราสำนวนคดีจะเก็บตามแฟ้มบุคคล หากตำรวจนายนั้นย้ายไปสังกัดอื่น คนที่มารับทำงานต่อก็จะต่อยาก แต่ถ้าจัดเก็บเป็นระบบ การทำงานก็จะง่ายมากขึ้น

พ.ต.อ.สุรโชค มีความเห็นว่า คดีนี้คนร้ายทำงานเป็นทีม แล้วมีเวลาเตรียมการมาก เพราะทำงานคนเดียวทำไม่ได้ อีกทั้งตนมองว่าไม่ควรพักคดี วิธีการคือควรมาเริ่มต้นใหม่ ควรที่จะขอพนักงานสอบสวนฝีมือดีจากกองปราบปราม และควรตั้งเงินรางวัลให้สูงเข้าไว้ มีการจัดฉาก เชื่อแบกเด็กขึ้นเขาทำคนเดียวไม่ได้ คนในครอบครัวรู้เรื่องนี้ดี