ลุงพลเปิดพยานสู้ หลังคดีพลิก

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี เดินทางไปที่หมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร ได้พบกับนายไชย์พล วิภา ลุงของน้องชมพู่ กล่าวว่า ช่วง 7 โมงตนอยู่ที่สวนยางนายฮง ซึ่งอยู่หน้าบ้านตน ตนเปิดหน้ายางอยู่ ซึ่งตนออกไปตั้งแต่หลังใส่บาตรเสร็จช่วงเช้า จากนั้น 7 โมงกว่าตามข้อมูลมือถือ น้องโอมเอามือถือมาให้ตน เพราะหัวหน้าก่องโทรมาสอบถามเรื่องเครื่องหยอดข้าว

จากนั้นตนก็เอามือถือคืนน้องโอม จากนั้นก็เดินมาที่บ้าน และขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านกกตูม โดยคาดว่าใช้เวลาไปกลับ พร้อมกับดูเครื่องหยอดข้าวให้หัวหน้าก่อง คาดว่าใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง แต่น่าจะไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ได้ เพราะตนคำนวนเอา

ตอนนั้นที่ไปบ้านกกตูมก็ไม่ได้แวะที่ไหน จากนั้นก็ไปปรับเครื่องหยอดข้าว และไถให้ดูราว 1-2 รอบ จากนั้นก็กลับบ้าน ตนมาถึงไม่นาน ตอนนั้นเห็นเวลาในโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เวลาอยู่ที่ 08.14 น. ก็ให้ป้าแต๋นสอบถามแม่ชมพู่เรื่องไปวัดจีพีเอสสวนยาง จากนั้นโทรหาแม่ชมพูแล้วก็ออกไปเลย โดยอยู่สวนยางตลอดถึง 09.22 น.

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับนายพนม เชื้อคนเเข็ง หรือนายก่อง เจ้าหน้าที่อุทยานเเห่งชาติผูผายล ชาวบ้านกกตูม โดยนายก่องยืนยันว่าวันที่ 11 พ.ค.63 ลุงพลมาหาตนที่ทุ่งนาจริง เพื่อมาปรับเครื่องหยอดข้าวให้ เนื่องจากก่อนหน้านั้น วันที่ 10 พ.ค.63 ช่วงบ่าย ตนได้ไปยืมเครื่องหยอดข้าวของลุงพล เพื่อนำมาหยอดข้าวที่ทุ่งนาในหมู่บ้านกกตูม เเต่ตนปรับจูนเครื่องไม่เป็น

ดังนั้นวันที่ 11 พ.ค.63 ช่วงเช้า ตนอยู่ที่ทุ่งนา จึงได้โทรหาลุงพล เพื่อสอบถามวิธีปรับเครื่อง เเต่ตนจำเวลาที่เเน่ชัดไม่ได้ เพราะไม่ได้ดูนาฬิกา เเต่คาดว่าเลย 7 โมงไปเเล้ว ใช้เวลาคุยโทรศัพท์ประมาณ 7-8 นาที

จากนั้นลุงพลได้ขับรถจักรยานยนต์มาหาตนที่ทุ่งนา เพื่อมาปรับเครื่องให้ ซึ่งตนไม่ทราบเวลาที่มาถึง ใช้การกะเอาเท่านั้น เมื่อลุงพลมาถึงก็ทำการปรับเครื่องใช้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ในระหว่างนี้มีการคุยกันเเค่เรื่องเครื่องหยอดข้าวอย่างเดียว เมื่อปรับเครื่องเสร็จลุงพลก็ขับรถกลับ โดยลุงพลบอกกับตนว่าจะไปรับ-ส่งพระ

ส่วนเรื่องการเเต่งกายของลุงพล ตนจำไม่ได้ เพราะเวลาก็ล่วงเลยมาหลายเดือนเเล้ว เมื่อถามว่าหลังจากมีคนตั้งข้อสงสัยลุงพล คิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ลุงพลจะมีส่วนเกี่ยวข้อง นายก่อง กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนที่มาหาตน ลุงพลไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบเเต่อย่างใด ดูนิ่งปกติทุกอย่าง

นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าของชมพู่ กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลเรื่องคำให้การของนางแตงโม เหมือนหลายครั้งที่นางแตงโม ให้ข้อมูลทั้งรถแบ็กโฮ ทั้งเสื้อส้ม ผุด ๆ โผล่ ๆ หลายครั้งก็เงียบไป ก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งหลายเรื่องมาจากนางแตงโมง ตนเองจึงปล่อยเขา

ตนไม่เคยมีปัญหากับนางแตงโม ใครจะคิดอย่างไรก็คิด ซึ่งคิดดีก็ดี คิดไม่ดีก็คงเข้าตัวเอง ตนมองว่าหากนางแตงโมพูดจริง พูดตามที่มีความเป็นจริง ก็ไม่มีปัญหา แต่หากปกปิดเพื่อใครสักคน ตนก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าคิด ตนไม่ได้สนิท เขาเป็นคนชอบพูดตามประสามนุษย์โลก มีทั้งจริง เท็จ ตนไม่ถือเอาคำพูดนางแตงโมมาทำให้เครียด เป็นเรื่องนิดเดียว ซึ่งตนคิดว่าฟังไม่ขึ้นแล้ว

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้จำลองขี่รถจักรยานยนต์ จากบ้านของลุงพล ไปยังทุ่งนาของนายก่อง หมู่บ้านกกตูม ระยะทางห่างจากบ้านลุงพล 5 กิโลเมตร โดยทีมข่าวใช้รถจักรยานยนต์ของลุงพลในการทดลอง ยี่ห้อฮอนด้าคลิก 125 i สีขาว ใช้ความเร็วตามที่ลุงพลให้ข้อมูล คือไม่เกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมทั้งจับเวลาการเดินทาง

ทีมข่าวขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านลุงพล เเล้วเลี้ยวขวามุ่งหน้าหมู่บ้านกกตูม เป็นถนนลาดยาง ผิวทางเรียบ ขับขี่ได้สะดวก ใช้ความเร็วได้ปกติ เมื่อถึงสี่เเยกกลางหมู่บ้าน ทีมข่าวขับตรงไป เพื่อมุ่งหน้าทุ่งนานายก่อง ช่วงนี้เป็นถนนคอนกรีต สภาพเก่า ผิวทางขรุขระ เมื่อขับไปเรื่อย ๆ ผ่านสะพานข้ามห้วย เเล้วเลี้ยวซ้ายทางเข้านานายก่อง เป็นทางดิน เป็นหลุมเป็นบ่อ ทีมข่าวใช้เวลาเดินทางจากบ้านลุงพล ไปทุ่งนานายก่อง 11 นาที 8 วินาที

ทีมข่าวได้ทดสอบเดินจากบ้านลุงพลไปบ้างน้องชมพู่ ระหว่างทางไม่พบอุปสรรคอะไร สามารถเดินได้ตามปกติ จากนั้นทีมข่าวก็เดินตามทาง จนกระทั่งไปทะลุที่ตรงข้ามบ้านน้องชมพู่ และออกไปที่หน้าบ้านน้าจุไรภรณ์ จุดสุดท้ายที่ชมพู่หายตัว ทั้งหมดใช้เวลา 6 นาที 43 วินาที ระยะทาง 350 เมตร

ทีมข่าวยังทดสอบอุ้มกระสอบหนัก 12 กิโลกรัม หากอุ้มน้องชมพู่จากเส้นทางป่ายางพารา ไปทางสวนมันสำปะหลัง จากนั้นเดินเลาะมาทางบ้านลุงพล จะสามารถทำได้หรือไม่ ทีมข่าวเริ่มเดินจากหน้าบ้านน้าจุไรภรณ์ จากนั้นได้เดินเลาะป่ามันสำปะหลัง ซึ่งสภาพรกกว่าวันที่เกิดเหตุ และจะมีเสียงหมาเห่าจากบ้านพ่อแบม ไล่เห่าอยู่นาน จนพ่อแบมเดินออกมาดู

แต่หากเดินไปได้โดยไม่มีคนเห็นจริง ก็จะสามารถทะลุออกเส้นทางนี้ จนออกไปฝั่งตรงข้ามบ้านลุงพลได้ รวมใช้เวลา 8.48 นาที