แม่นักเรียนที่ถูกตัดผม เคลื่อนไหวอีกรอบ หลังมีข่าวให้ลูกลาออกจากโรงเรียน

จากกรณีกระแสข่าวภาพนักเรียนหญิงโดนครูตัดผมแหว่งสั้นถึงติ่งหู จนเกิดประเด็นดราม่า ด้านอาจารย์ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ได้พูดถึงประเด็นครูตัดผมนักเรียนหญิงผ่านเฟซบุ๊กว่า “ครูต้องเป็นตัวอย่างให้เด็กดูก่อน ว่าเคารพระเบียบวินัยครู เองได้หรือเปล่า”

และเมื่อวานที่ผ่านมา (7 ก.ค. 2563) น.ส.จตุพร คำเอี่ยม แม่ของลูกสาวที่ถูกครูฝ่ายปกครองจับตัดผมนั้น ได้เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ตนเห็นลูกสาวตนถูกครูจับแหกผมแบบน่าเกลียด กลับมาบ้านตนใจหาย เสียใจมาก พยายามที่จะโทรศัพท์กลับไปหาคุณครูฝ่ายปกครอง แต่ไม่มีใครรับสายตนเลย สอบถามลูกก็บอกว่าครูมาแหกผมตอนอยู่หน้าเสาธงขณะกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งแหกผมลูกตน กับเพื่อนลูกสาวไปด้วย 3 คน ขณะเดียวกันนักเรียนอีกหลายห้อง ที่ไม่ได้ตัดผมมาโรงเรียน ผมยาวกว่าลูกตนเสียอีก ยืนเข้าแถวด้วยกันไม่ตัด เหมือนจงใจมาตัดลูกตนกับกลุ่มเพื่อนๆ

จากนั้นมีเพื่อนครูโทรมาให้ตนลบโพสตนก็ลบ แต่เรื่องก็ไม่จบ เอาจริงๆ เมื่อก่อนตั้งแต่ลูกตนเรียน ม.1 ถึง ม.2 ลูกตนไว้ผมยาวครึ่งหลัง และได้รวมผูกโบมัดเรียบร้อย แต่พอมาขึ้น ม.3 ครูแนะนำให้ตัดผม ลูกตนก็ตัด เสมอคาง แล้วไปโรงเรียนกลับโดยจับตัดจับแหกแบบนี้ รับไม่ได้จริง และวันนี้ตัดสินใจแล้ว ให้ลูกลาออก เพราะครูไม่สามารถประกันความปลอดภัยให้ลูกตนได้ หากไปโรงเรียนต่อ อาจจะถูก บูลลี่ ได้ ซึ่งน่าที่จะอันตรายต่อลูกตนมากกว่าให้หยุดเรียน ลาออก ส่วนเรื่องที่นัดหมายที่จะพบปะพูดคุยกันระหว่างครูฝ่ายปกครอง ผอ.โรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา นั้น ตนขอเลื่อน หรือยกเลิกไปเลยก็ได้ เพราะตนให้ลูกลาออกแล้วก็น่าที่จะจบ

ทว่าล่าสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ผู้เป็นแม่ได้ออกมาเปิดใจอีกครั้งหลังข่าวออกไปทำให้ลูกสาวถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าตามที่มีข่าวออกไปว่า ตนขอยอมแพ้เรื่องนี้และจะนำลูกสาวไปลาออกจากร.ร. ขอยืนยันว่า ไม่ได้มีความคิดที่จะนำลูกไปลาออกจาก ร.ร.แต่อย่างใด เพราะว่าลูกสาวของตนเรียนหนังสือมาจนจะจบ ม.3 แล้วจะให้ลาออกจาก ร.ร.เพื่อให้ลูกหยุดเรียนมาอยู่บ้านเฉย ๆ ได้ยังไง ตนคงไม่หยุดอนาคตลูกสาวของตนเองเพราะเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และตนไม่เคยพูดว่า จะให้ลูกสาวลาออกจาก ร.ร.แต่อย่างใด

และจะต้องรอผลการหารือกันเพื่อยุติเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้กระทบกับลูกสาวของตนมาก หากการหาข้อยุติไม่ได้ผลตนก็จะขออนุญาต ผู้อำนวยการร.ร.เพื่อขอย้ายลูกสาวของตนไปเรียนหนังสือที่ ร.ร.อื่น ซึ่งได้ติดต่อกับ ร.ร.อื่นไว้แล้ว ตนจะส่งเสียให้ลูกสาวเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่กำลังความสามารถของตนและครอบครัวจะทำได้