นับถือหัวใจ ครูหลังม้า อาสาเป็นห้องเรียนเคลื่อนที่ สอนนร.ชาวไทยภูเขา

ยังคงเป็นที่สนใจในสังคมอย่างมาก สำหรับการเรียนออนไลน์ เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้แน่ใจในความปลอดภัยก่อนว่า เชื้อโรคอันตรายอย่างไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 จะไม่แพร่ระบาดหนักในไทยอีก แต่ปัญหาทุกอย่างมักมีทางแก้เสมอ อย่างล่าสุดเพจ กรมประชาสัมพันธ์ ได้เผยภาพประทับใจ พร้อมทั้งระบุข้อความว่า “ไฟไม่มา​ มือถือไม่มี​ อย่าเสียใจ​ ครูจะขึ้นไปหาเอง” “ครูหลังม้า” ห้องเรียนเคลื่อนที่ สอนตามหย่อมบ้าน 4 วิชาหลัก ดูแลเด็กนักเรียนชาวไทยภูเขา 3 จังหวัด ฝากช่วยกันแชร์ต่อด้วยนะ

นายสยาม เรืองสุกใส ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา เปิดเผยว่า การศึกษาในระบบออนไลน์ในยุคสถานการณ์โควิด19 ของโรงเรียนล่องแพวิทยา บ้านสบโขง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีการเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 แก่เด็กชาวไทยภูเขาในพื้นที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ นั้น เป็นการจัดการศึกษาในเขตพื้นสูงถิ่นทุรกันดาร จำเป็นต้องมีรูปแบบเฉพาะที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของชุมชน ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เนต และผู้ปกครองของเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ป่า ไม่มีอุปกรณ์ในการใช้เรียนทางระบบออนไลน์

ดังนั้น โรงเรียนล่องแพวิทยา จึงได้แก้ปัญหาโดยจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเคลื่อนที่ ใช้ “ครูหลังม้า” ซึ่งก็คือการส่งครูออกไปสอนเด็กนักเรียนตามหย่อมบ้านต่างๆ โดยใช้มอเตอร์ไซค์ จัดการเรียนในลักษณะคละชั้นเรียน เน้นกลุ่มสาระหลัก 4 วิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย อังกฤษ โดยจัดทำสื่อให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กชาวไทยภูเขา

ครูทั้งโรงเรียนที่มีอยู่ประมาณ 50 คน ได้กระจายออกสอนนักเรียน ร่วมกับ รุ่นพี่ในลักษณะพี่สอนน้องโดยนำรุ่นพี่ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาแต่ละหย่อมบ้าน เป็นครูพี่เลี้ยงสอนร่วมกับครูที่ออกไปสอน ในแต่ละหย่อมบ้านจะมีนักเรียนประมาณ 10 -15 คน ทั้งนี้ โครงการ “ครูหลังม้า” จะหมุนเวียนไปตามหย่อมบ้านต่างๆให้ได้เรียนครบทุกวิชา อาทิตย์ละ 1 ครั้ง หมุนเวียนไปตามวงรอบในแต่ละวิชา จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่การเรียนการสอนแบบปกติ”

ทำให้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง บ้างก็เข้ามาคอมเม้นต์ว่า ขอเป็นกำลังใจกับครูคนเก่งทุกท่านไม่มีไฟฟ้าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครูนิยมจริงๆ ค่ะ น่าจะมีมูลนิธิช่วยครูและเด็กๆ ยากจนให้มีไฟฟ้าใช้นะคะ น่าจะสร้างมูลนิธิขึ้นมามูลนิธิซื้อรถระวัง มูลนิธิช่วยเช็คอำนวยความสะดวกให้ครูและเด็กๆ บ้างเล็กน้อยก็ยังดี มันต้องมีตัวหลักช่วยไม่ใช่มาขอบริจาคร่ำรวยแล้วไม่มีจุดหมาย